11 มีนาคม 2563 …ใช้เป็นแนวในการดำเนินการเชิงรุก เพื่อดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะสั้น และรักษาไว้ซึ่งคุณค่าขององค์กรในระยะยาว
ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธาน วรณัฐ เพียรธรรม ผู้อำนวยการ และ ฌานสิทธิ์ ยอดพฤติการณ์ วิทยากร สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานที่มุ่งเน้นงานส่งเสริมความยั่งยืนของกิจการ และร่วมขับเคลื่อนเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ กับภาคธุรกิจเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง ได้จัดทำแนวทางรับมือของภาคธุรกิจต่อสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 สำหรับเป็นแนวทางให้องค์กรได้นำไปใช้ดูแลกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญของกิจการในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ตามกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญขององค์กรธุรกิจ ดังนี้
1. Protecting Employees
การคุ้มครองพนักงานให้ปลอดภัยและมีแนวทางปฏิบัติตนที่ถูกต้องในช่วงสถานการณ์
องค์กรควรหมั่นติดตามสถานการณ์แพร่ระบาดที่เป็นปัจจุบันอย่างใกล้ชิด มีการสำรวจและซักซ้อมกับคณะผู้บริหารเพื่อให้แน่ใจว่า องค์กรได้มีการตระเตรียมความพร้อมและมีความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิผล มีการศึกษาแนวทาง คำแนะนำ และข้อปฏิบัติที่เผยแพร่โดยหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่เป็นทางการหรือที่สากลยอมรับ มีการใช้ช่องทางติดต่อสื่อสารกับพนักงานในรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับแจ้งข้อมูล ข่าวสารสำคัญ และแนวทางปฏิบัติในช่วงสถานการณ์ให้ได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งเปิดช่องทางรับแจ้งข้อมูลที่เป็นปัจจุบันทันด่วนในกรณีที่พบว่ามีพนักงานที่เป็นกลุ่มเสี่ยงหรือเข้าข่ายติดเชื้อ มีการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันที่จำเป็นและการดูแลทำความสะอาดสถานที่เพื่อป้องกันการติดเชื้อ สำหรับองค์กรที่มีพนักงานจำนวนมาก ควรจัดให้มีการตรวจคัดกรองพนักงานก่อนเข้าทำงาน และอาจมีการตั้งทีมเผชิญเหตุที่พร้อมเข้าให้ความช่วยเหลือพนักงานและผู้มาติดต่อในกรณีฉุกเฉิน
2. Adapting Customers’ Changing Patterns
การปรับตัวรับกับรูปแบบหรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าในช่วงสถานการณ์
เหตุที่การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ติดต่อจากคนสู่คนทางระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ผ่านละอองขนาดใหญ่ (Droplet) และในบางกรณีอาจแพร่ผ่านละอองฝอยขนาดเล็ก (Aerosol) รวมทั้งผ่านสิ่งของเครื่องใช้ที่มีการปนเปื้อนเชื้อ จึงมีข้อแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเดินทางหรือไปในสถานที่ที่ผู้คนหนาแน่น (ห้างสรรพสินค้า ศูนย์อาหาร โรงภาพยนตร์ สถานีขนส่ง สนามบิน สถานีรถไฟฟ้า เป็นต้น) หลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้อื่น รีบทำธุระ รีบกลับที่พักอาศัย ทำให้รูปแบบหรือพฤติกรรมการดำรงชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงจากวิถีปกติ องค์กรควรปรับช่องทางการเข้าถึงลูกค้า การขาย การบริการ และการตลาดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ อาทิ การให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าและบริการ การให้บริการสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ การให้บริการจัดส่งสินค้าแบบหน้าประตูถึงหน้าประตู (Door-to-Door Delivery) การทำธุรกรรมระยะไกลกับลูกค้า หรือ ณ สถานที่ที่ลูกค้าสะดวก รวมทั้งการนำข้อแนะนำของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำแนะนำของหน่วยงานผู้กำกับดูแลในกลุ่มอุตสาหกรรมหรือหมวดธุรกิจที่ตนสังกัด มาศึกษาและดำเนินการ เพื่อสร้างให้เกิดความเชื่อมั่นต่อลูกค้าในช่วงสถานการณ์
3. Ensuring Suppliers’ Resilience
การสร้างหลักประกันหรือขีดความสามารถของคู่ค้าในการปรับตัวและฟื้นตัวจากสถานการณ์
องค์กรควรดำเนินการประเมินห่วงโซ่อุปทานว่ากิจการของตนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์หรือไม่ โดยเฉพาะผู้ส่งมอบหลักที่เป็นผู้จัดหาวัตถุดิบป้อนสายการผลิตหลัก การหยุดชะงักหรือเกิดความล่าช้าในการส่งมอบของผู้ส่งมอบตรง (Direct) และผู้ส่งมอบช่วง (Subtiers) ทางเลือกในการสรรหาวัตถุดิบทดแทน การทบทวนแผนการบริหารสินค้าคงคลังให้มีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ การปรับปรุงข้อตกลงหรือทุเลาบางข้อสัญญากับผู้ส่งมอบ การชำระเงินคงค้างหรือเงินล่วงหน้าที่ช่วยให้ธุรกิจของผู้ส่งมอบฟื้นตัวในระยะสั้น สำหรับมาตรการระยะยาว องค์กรควรดำเนินการประเมินอุปสงค์ใหม่ เพื่อใช้วางแผนการบริหารจัดการอุปทานหลังสถานการณ์สิ้นสุด เนื่องจากสภาพตลาดและรูปแบบหรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าในช่วงสถานการณ์ อาจไม่ได้กลับคืนสู่ภาวะปกติดังเดิมเหมือนก่อนช่วงสถานการณ์
4. Complying with Government Directives
การปฏิบัติตามคำสั่งหรือข้อชี้แนะของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในช่วงสถานการณ์
กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 เพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคติดต่ออันตราย เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 องค์กรควรศึกษาและทำความเข้าใจในพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 และอนุบัญญัติที่ออกตามความในพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งให้อำนาจหน้าที่แก่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อที่จะดําเนินการเองหรือออกคําสั่งเป็นหนังสือให้ผู้ใดดําเนินการ รวมถึงประกาศและคำสั่งของกระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ และกรมควบคุมโรค ตลอดจนคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการและสถานที่ทำงาน พร้อมทั้งติดตามรายงานสถานการณ์รายวัน รวมทั้งคำถามที่พบบ่อย (FAQs) อย่างสม่ำเสมอ
5. Supporting the Communities in which it works
การช่วยเหลือสนับสนุนชุมชนที่ซึ่งธุรกิจมีแหล่งดำเนินงานหรือดำเนินงานอยู่ในช่วงสถานการณ์
องค์กรถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียหนึ่งในชุมชน และมีผลประโยชน์ร่วมกับชุมชน การมีส่วนร่วมและพัฒนาชุมชน เป็นเรื่องที่ถูกผนวกไว้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืน และการมีส่วนร่วมขององค์กร มิได้หมายถึงเพียงการบริจาคเงิน วัตถุ สิ่งของ หรือการอาสาสมัครช่วยเหลือสังคม แต่รวมไปถึงศักยภาพในการนำ Core Business ของตนมาใช้ในการช่วยเหลือชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือหรือกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบในช่วงสถานการณ์ อาทิ การแปลงกระบวนการผลิตหรือปรับแต่งสายการผลิตเดิมของธุรกิจในสาขาเภสัชกรรมและการดูแลสุขภาพ เพื่อส่งมอบเวชภัณฑ์ที่จำเป็นและขาดแคลนในช่วงสถานการณ์ (หน้ากากอนามัย เจลล้างมือ ฯลฯ) การปรับทิศทางการวิจัยและพัฒนาของธุรกิจในสาขาเทคโนโลยีทางการแพทย์ ในการคิดค้นวิธีตรวจพบเชื้อในระยะฟักตัวหรือไม่แสดงอาการ เพื่อลดภาระและระยะเวลาในการกักกันกลุ่มเสี่ยง การเสนอให้ใช้ระบบโลจิสติกส์ที่องค์กรมีอยู่ ในการเข้าถึงหรือกระจายสินค้าที่จำเป็นและขาดแคลน เป็นต้น โดยสิ่งที่องค์กรจะได้รับ คือ อานิสงส์ผลได้ที่จะย้อนกลับมาสู่ธุรกิจ แม้องค์กรจะคาดหวังไว้หรือไม่ก็ตาม
6. Sustaining Long-term Value to Shareholders
การรักษาไว้ซึ่งคุณค่าในระยะยาวแก่ผู้ถือหุ้นหลังผ่านพ้นช่วงสถานการณ์
ผลกระทบระยะสั้นที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ การขาดรายได้ ในขณะที่ต้นทุนคงที่ยังอยู่คงเดิม กระแสเงินสดที่มีแนวโน้มติดลบ สินค้าคงค้างที่ไม่สามารถทำการส่งมอบ การผิดนัดรับชำระเงิน ฯลฯ องค์กรจำต้องมีการทบทวนแผนการใช้จ่ายเงิน การรักษาสภาพคล่องทางการเงินในช่วงสถานการณ์ การเจรจากับเจ้าหนี้และสถาบันการเงิน การผ่อนปรนเงื่อนไขสินเชื่อและดอกเบี้ยจ่าย การพักชำระหนี้ การพิจารณาตัดหรือลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น การตัดขายหน่วยธุรกิจ การถอนการลงทุน การควบรวมกิจการ ทั้งนี้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งคุณค่าในระยะยาวแก่ผู้ถือหุ้นหลังผ่านพ้นช่วงสถานการณ์ รวมถึงการดำเนินการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Testing) เพื่อตรวจยืนยันความเข้มแข็งทางการเงิน และพิจารณาจัดทำแผนรองรับสถานการณ์ (Contingency Plan) ให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินต่อและเติบโตต่อไปได้หลังสถานการณ์คืนเข้าสู่ภาวะปกติ ตลอดจนมีการรายงานให้ผู้ถือหุ้นได้รับทราบถึงแนวทางการจัดการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว